นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล / Privacy Policy

บริษัท ยูเนี่ยนไทย-นิจิบัน จำกัด ประกอบธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการผลิต เป็นผู้ผลิตเทปกาวยางธรรมชาติเพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลในการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัท โดยบริษัทได้ให้ความเคารพสิทธิส่วนบุคคลของลูกค้า คู่ค้า พนักงานของบริษัท และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างสูงสุด ดังนั้น บริษัทจึงได้มีการจัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงรายละเอียดการดำเนินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล การใช้ข้อมูล การประมวลผล หรือเปิดเผยข้อมูล รวมทั้งสิทธิของเจ้าของข้อมูลที่พึงมี โดยได้จัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทให้มีความสอดคล้องและถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. ขอบเขตการใช้งาน

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฉบับนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ภายใต้การควบคุมและการดำเนินงานของบริษัท ยูเนี่ยนไทย-นิจิบัน จำกัด ให้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ปฏิบัติงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ต้องยึดถือและปฏิบัติตามนโยบายฉบับนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน

อย่างไรก็ตามในการเก็บ ใช้ ประมวลผล หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ในบางกรณีบริษัทสามารถทำได้ตามข้อยกเว้นของบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อมูลที่ได้มีการเก็บรวบรวมไว้ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ บริษัทสามารถเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้ตามวัตถุประสงค์เดิม โดยบริษัทจะได้แจ้งและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของข้อมูลทราบ กรณีไม่ประสงค์ให้บริษัทเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลดังกล่าว เจ้าของข้อมูลสามารถแจ้งยกเลิกความยินยอมได้

2. คำนิยาม

  • ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ
  • ข้อมูลที่มีความอ่อนไหว หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคล แต่มีความละเอียดอ่อนและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้ในการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น
  • เจ้าของข้อมูล หมายถึง บุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลที่ข้อมูลนั้นสามารถบ่งชี้ไปถึง
  • ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
  • การประมวลผลข้อมูล หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามคำสั่ง หรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
  • ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามคำสั่ง หรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
  • การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง การเปิดเผย การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล

3. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

  • 3.1 แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทอาจจะได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งที่มา ดังนี้
    • - เก็บรวบรวมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงจากขั้นตอนต่างๆ ในการดำเนินงาน เช่น จากการสมัครงาน การตอบแบบสอบถามของบริษัท ข้อมูลการใช้ website ของบริษัทผ่าน browser’s cookies ของเจ้าของข้อมูล หรือการทำธุรกรรม เป็นต้น
    • - เก็บรวบรวมจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลโดยตรง เช่น จากการสืบค้นผ่าน website จากบุคคลที่สาม เป็นต้น โดยบริษัทจะแจ้งถึงการจัดเก็บนั้นให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ โดยไม่ชักช้าและไม่เกินสามสิบวันนับจากวันที่ได้เก็บรวบรวมจากแหล่งดังกล่าว และจะดำเนินการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนทุกครั้ง
  • 3.2 ประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทอาจจัดเก็บ เช่น
    • - ข้อมูลของผู้สมัครงาน/พนักงานของบริษัท ได้แก่
      • 1. ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ วันเดือนปีเกิด สถานภาพการสมรส หมายเลขบัตรประชาชน เป็นต้น
      • 2. ข้อมูลเพื่อการติดต่อ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ เป็นต้น
      • 3. ข้อมูลการศึกษา เช่น ประวัติการศึกษา ใบรับรองผลการศึกษา หลักฐานการจบการศึกษา เป็นต้น
      • 4. ข้อมูลการทำงานและการเงิน เช่น ประวัติการทำงาน เงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ที่เคยได้รับ เป็นต้น
      • 5. ข้อมูลอ่อนไหว เช่น ภาพถ่ายใบหน้า ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลศาสนา เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ข้อมูลความพิการ เป็นต้น
    • - ข้อมูลของลูกค้า คู่ค้า และผู้มาติดต่อ
    • - ข้อมูลส่วนตัวเพื่อการติดต่อ เช่น ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ ไลน์ เป็นต้น
    • - ข้อมูลจากภาพกล้องวงจรปิดภายในบริษัท และบริเวณโดยรอบบริษัท
    • - ข้อมูลจากการใช้งาน website และ/หรือโซเชียลมีเดียของบริษัท เช่น การสั่งซื้อสินค้าจาก website ข้อมูลการลงทะเบียนไว้กับบริษัท การเข้าชม website ของบริษัท เป็นต้น
    • - ข้อมูลอื่นๆ ที่ได้รับจากการดำเนินงาน เช่น แบบสำรวจทางการตลาด การให้ข้อเสนอแนะหรือคำติชมเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของบริษัท ข้อมูลจากการสนทนา เป็นต้น

ทั้งนี้บริษัทจะจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของบริษัท ภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายหรือตามวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ โดยจะแจ้งให้ทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลทุกครั้ง โดยบริษัทจะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน เว้นแต่ในกรณีที่สามารถจัดเก็บได้ตามที่ข้อกฎหมายยกเว้น

4. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจัดเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานที่แตกต่างตามกรณี ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้า คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ได้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ การดำเนินงาน การประสานงานกับบริษัทได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น

  • - เพื่อการดำเนินงานทางธุรกิจต่อกัน เช่น การทำสัญญาซื้อขาย การจัดซื้อจัดจ้าง การเข้าทำสัญญาระหว่างบริษัทกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
  • - นําเสนอข้อมูลสินค้าและบริการ กิจกรรมส่งเสริมการขาย รับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการของบริษัท
  • - การดำเนินงานทางธุรกรรมการเงิน
  • - เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติประกันสังคม พระราชบัญญัติการบัญชี พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • - การบริหารงานภายในบริษัท เช่น การจ้างงาน การจัดกิจกรรมภายในบริษัท การจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้าง รับฟังความคิดเห็นของพนักงานเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ เป็นต้น
  • - เพื่อการติดต่อสื่อสารและประสานงาน
  • - เพื่อตรวจสอบและ/หรือยืนยันตัวตน

ซึ่งในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล หากในบางกรณีที่เจ้าของข้อมูลไม่ไห้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน อาจส่งผลให้การทำสัญญา ธุรกรรม หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถูกระงับ หรือหยุดลงชั่วคราว อันเนื่องจากบริษัทไม่สามารถประมวลผลข้อมูลเหล่านั้น หรือไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้ได้ เป็นต้น

ในกรณีที่บริษัทมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างไปจากเดิมตามที่ได้แจ้งหรือขอความยินยอมไว้ บริษัทจะแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ในการใช้ข้อมูลนั้นๆ ให้เจ้าของข้อมูลทราบ และขอความยินยอมใหม่ก่อนการใช้งานต่อไป

นอกจากนี้บริษัทได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการจัดเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะของเจ้าของข้อมูล เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น

โดยบริษัทจะขอความยินยอมในการจัดเก็บข้อมูล และเก็บรักษาข้อมูลอ่อนไหวที่ได้รับความยินยอมแล้ว เป็นความลับของบริษัท ไม่เปิดเผยต่อบุคคลอื่นโดยปราศจากความยินยอมที่ชัดแจ้ง ยกเว้นเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่บริษัทจำเป็นต้องปฏิบัติตามเท่านั้น โดยบริษัทจะได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบก่อนทุกครั้ง

5. การประมวลผลข้อมูล

บริษัททำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลผลเกี่ยวกับการให้บริการ การใช้บริการ การติดต่อสื่อสาร การติดตามและแจ้งผลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจและ/หรือผลงานที่ได้ดำเนินการกับบริษัท

6. ระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล

ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท แบ่งเป็น

  • 6.1 จัดเก็บข้อมูลไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
  • 6.2 จัดเก็บตามระยะเวลาที่จำเป็นและเหมาะสมกับการปฏิบัติงานของบริษัท หรือบรรลุตามวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บรวบรวม โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว

โดยเมื่อหมดความจำเป็นที่จะต้องเก็บข้อมูลตามระยะเวลาที่ระบุในเอกสารนี้แล้ว และพ้นระยะเวลาการจัดเก็บดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไม่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลได้อีกต่อไป ด้วยวิธีการต่างๆ ตามแหล่งข้อมูลการจัดเก็บ เช่น เอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จะต้องถูกลบด้วยวิธีการที่ทำให้ข้อมูลนั้นไม่อาจถูกเข้าถึงได้อีก เอกสารในรูปแบบกระดาษจะต้องถูกทำลายโดยเครื่องย่อยกระดาษหรือการเผาทำลาย เป็นต้น

7. การใช้และเปิดเผยข้อมูล

ในบางกรณีบริษัทอาจมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จัดเก็บให้กับบุคคลภายนอก เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ตรวจสอบภายนอกของบริษัท หน่วยงานราชการ เป็นต้น

โดยบริษัทจะใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นตามหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งให้ทราบ หรือขอความยินยอมแล้วเท่านั้น เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามกฎหมาย

ส่วนในกรณีที่บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลอื่นทราบ เพื่อการดำเนินการทางธุรกิจ เพื่อประโยชน์หรือการให้บริการต่อเจ้าของข้อมูล บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะทำการตรวจสอบถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของผู้รับข้อมูล เพื่อไปดำเนินการและจะกำชับตรวจสอบให้ผู้รับข้อมูลส่วนบุคคลไปดำเนินการ เก็บรักษาข้อมูลเป็นความลับ และใช้ได้ตามวัตถุประสงค์และขอบเขตที่บริษัทกำหนดให้ใช้เท่านั้น

หากกรณีที่พบว่าผู้รับข้อมูลไปดำเนินการ ไม่ปฏิบัติตามที่บริษัทกำหนด หรือมีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะแจ้งเหตุการณ์ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบ ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถทำได้ และแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบโดยเร็ว โดยบริษัทจะให้ความร่วมมือกับเจ้าของข้อมูล เพื่อดำเนินการต่อเหตุการณ์ล่วงละเมิดนั้น และอาจพิจารณายกเลิกสัญญาการจ้างงาน หรือยกเลิกสัญญาการทำธุรกิจต่อกันกับผู้ล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

การโอนย้ายข้อมูลไปยังต่างประเทศ บริษัทอาจมีความจำเป็นในการโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังหน่วยงานต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ เช่น เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลเป็นคู่สัญญา เป็นต้น ทั้งนี้บริษัทจะดำเนินการตรวจสอบว่า หน่วยงานต่างประเทศดังกล่าวมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอและเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่คณะกรรมการได้ประกาศไว้หรือไม่ หากพบว่าหน่วยงานปลายทางต่างประเทศไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ บริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ และดำเนินการขอความยินยอมก่อนการส่งข้อมูลทุกครั้ง

8. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจัดให้มีมาตรการป้องกันรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง การเปลี่ยนแปลงแก้ไข การเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยใช้มาตรการป้องกันในด้านต่างๆ ดังนี้

  • 8.1 มาตรการป้องกันด้านการบริหารจัดการ เช่น การออกระเบียบปฏิบัติ วิธีปฏิบัติควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและอุปกรณ์การจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการใช้งาน เป็นต้น
  • 8.2 มาตรการป้องกันทางด้านเทคนิค เช่น กำหนดการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานตามระดับสิทธิ การใช้รหัสผ่านในการเข้าถึงข้อมูล การกู้คืนข้อมูล การสำรองข้อมูล และการตรวจสอบย้อนหลัง เป็นต้น
  • 8.3 มาตรการป้องกันทางกายภาพ เช่น การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน การติดตั้งกล้องวงจรปิด การเก็บรักษาข้อมูลในพื้นที่เป็นการเฉพาะ การลบทำลายข้อมูลไม่ให้นำมาใช้งานได้อีก เป็นต้น

9. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลไว้กับบริษัท พึงมีสิทธิดังนี้

  • 9.1 จัดเก็บข้อมูลไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
  • 9.2 สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมไว้ ได้ตลอดเวลา
  • 9.3 สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และขอทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงขอให้เปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ได้ให้ความยินยอมไว้
  • 9.4 สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง หรือ เพิ่มเติมข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
  • 9.5 สิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยเหตุบางประการ
  • 9.6 สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
  • 9.7 สิทธิในการให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล ไปยังผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่น
  • 9.8 สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลต้องการแจ้งให้บริษัทดำเนินการตามสิทธิดังกล่าว สามารถแจ้งขอใช้สิทธิกับบริษัทได้ผ่านช่องทางติดต่อต่างๆ ของบริษัท โดยบริษัทจะพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาตามคำร้องของท่านภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่บริษัทได้รับคำร้องขอดังกล่าว

10. ช่องทางการติดต่อบริษัท

กรณีที่ท่านต้องการติดต่อเพื่อเสนอแนะ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการเก็บรวบรวม ใช้ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการขอใช้สิทธิตามนโยบายฉบับนี้ สามารถติดต่อบริษัทผ่านช่องทาง ดังนี้

10.1 บริษัท ยูเนี่ยนไทย-นิจิบัน จำกัด เลขที่ 12 ซอยเสรีไทย 62 แขวง/เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510

โทรศัพท์ 02-517-0100-3 วัน-เวลาทําการ: 07:50 - 16:30 น. (ยกเว้น วันเสาร์-วันอาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์)

10.2 เกี่ยวกับลูกค้า (ติดต่อกับส่วนขาย)

โทรศัพท์ 02-906-8083-5

โทรสาร 02-517-1015

unitape@utn.co.th

10.3 เกี่ยวกับคู่ค้า (ติดต่อกับส่วนจัดซื้อ)

โทรศัพท์ 02-919-8086, 02-919-8335, 02-919-8963

โทรสาร 02-517-0104

boonaua@utn.co.th

10.4 เกี่ยวกับผู้มาติดต่อ พนักงาน เวปไซต์ และอื่นๆ (ติดต่อกับส่วนบุคคล)

โทรศัพท์ 02-540-7661, 25-517-4489, 02-919-9607

โทรสาร 02-919-9601

psn@utn.co.th

11. การทบทวนและเปลี่ยนแปลงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะทำการพิจารณาทบทวนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความสอดคล้องและเป็นปัจจุบัน กับแนวปฏิบัติและกฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามความเหมาะสม ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบผ่านช่องทางการติดต่อของบริษัทต่อไป

ที่อยู่และแผนที่บริษัท